<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73088</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2020 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชัดเจน! อดีตรมว.ยุติธรรม แพร่บทความ &#039;ยุติธรรมค้ำจุนชาติ : ความเร็ว กับ ความผิด&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.63 - นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค &amp;nbsp;ในฐานะอดีตผู้พิพากษาและข้าราชการตุลาการและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เผยแพร่บทควมเรื่อง &amp;#39;ยุติธรรมค้ำจุนชาติ&amp;#39; ตอน : ความเร็ว กับ ความผิด ลงบนเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำว่า &amp;ldquo;ยุติธรรมค้ำจุนชาติ&amp;rdquo;มาจากประสบการณ์และความคิดของผมที่เห็นว่าความไม่ยุติธรรมหรือความไม่เป็นธรรมจะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในชาติบ้านเมืองได้ ยิ่งหากประชาชนรู้สึกถึงความรู้สึกเช่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เท่าใด ความมั่นคงเป็นปกติสุขของสังคมและของชาติก็จะยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ ความคับแค้นใจที่ถูกเลือกปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายโดยไม่เป็นธรรมและไม่สุจริตเป็นต้นตอของหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้วในหลายภารกิจหน้าที่ ทั้งตุลาการ นิติบัญญัติ และบริหาร ผมตระหนักถึงความสำคัญของคำว่า &amp;ldquo;ยุติธรรมค้ำจุนชาติ&amp;rdquo;ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆและจะเป็นเช่นนั้นเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมปรารถนาอย่างยิ่งให้ทุกฝ่ายตระหนักเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีภารกิจอำนวยความยุติธรรม จึงกำหนดให้หน้าอาคารกระทรวงยุติธรรมแห่งใหม่ริมถนนแจ้งวัฒนะ ที่ผมออกแบบด้วยตัวเองยกคำว่า &amp;ldquo;ยุติธรรมค้ำจุนชาติ&amp;rdquo;ไว้ที่หน้ามุขของอาคารกระทรวงยุติธรรมแห่งใหม่นี้เพื่อเตือนใจข้าราชการกระทรวงยุติธรรมและผู้เกี่ยวข้องในวงการยุติธรรมทุกคนอย่าได้ละเลยเป็นอันขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำว่า &amp;ldquo;ยุติธรรมค้ำจุนชาติ&amp;rdquo;กลับมาดังก้องอีกครั้งในวันนี้ในวันที่มีข่าวเกรียวกราวเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจของพนักงานอัยการและการเด้งรับลูกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสั่งไม่ฟ้องคดีขับรถชนตำรวจตายเมื่อ พ.ศ. 2555 ผมเชื่อว่าหากปล่อยให้ปัญหานี้ขยายตัวบานปลายไปเรื่อยๆ นอกจากอาจจะทำให้ระบบยุติธรรมที่เป็นเสาค้ำจุนประเทศต้องล่มสลายลง ประชาชนสิ้นศรัทธาและความเชื่อถือระบบยุติธรรมของประเทศแล้ว ยังจะทำให้เกิดกระแสการแบ่งแยกชนชั้นที่จะทวีความรุนแรงทั้งทางความคิดและการกระทำ จนอาจบานปลายและถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองจากผู้ไม่หวังดีได้โดยง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุดพยายามลดกระแสเพียงแค่ตั้งคณะทำงานมาตรวจสอบเรื่องนี้แบบของใครของมัน ช่วยอะไรไม่ได้มากเพราะความน่าเชื่อถือล้มละลายไปหมดแล้ว เชื่อกันว่าเป็นเพียงการหาทางออกที่จะสร้างความชอบธรรมให้การกระทำที่เป็นปัญหา ยิ่งได้ฟังถ้อยแถลงของผู้เกี่ยวข้องแล้ว ก็ยิ่งเห็นว่าอย่าไปคาดหวังอะไรมาก เพราะฟังประเด็นที่ตั้งสอบก็รู้คำตอบล่วงหน้าแล้ว แต่ยังมีความหวังจากคณะทำงานที่ท่านนายกฯ แต่งตั้งขึ้นมาบ้าง ก็รอดูกันต่อไปครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงขอแสดงความคิดเห็นในฐานะคนในวงการยุติธรรมที่ยึดมั่นและเชื่อมั่นในระบบและกระบวนการยุติธรรมของประเทศมาตลอดชีวิต ตามหลักวิชาการทีละขั้นทีละตอนมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ตามกระแส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นว่าขณะนี้ ประเด็นหนึ่งที่สังคมกำลังถูกทำให้สับสนคือเรื่องความเร็วของรถกับความผิดฐานกระทำโดยประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่เป็นปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องความผิดตาม พรบ. จราจรทางบกที่ต้องเถียงกันเรื่องความเร็วของรถนะครับ แต่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทคามกฎหมายอาญา ซึ่งความผิดอาญาที่เกิดจากการขับรถโดยประมาทไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับความเร็วเสมอไป และไม่จำเป็นว่าจะต้องขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดเท่านั้นจึงจะมีความผิด แต่ไม่ว่าจะขับรถด้วยความเร็วต่ำหรือด้วยความเร็วสูงกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ไม่ใช่องค์ประกอบหลักของความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสี่ บัญญัติว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทำโดยประมาท ได้แก่การกระทำผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากหลักกฎหมายนี้จะเห็นว่าถ้ามี &amp;ldquo;เจตนา&amp;rdquo; ก็ไม่ผิดฐานประมาท แต่จะผิดฐานประมาทต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ไม่มีเจตนา แต่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 291 บัญญัติต่อไปว่า ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นคือ แม้จะขับรถด้วยความเร็วต่ำหรือด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนดแต่เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุชนคนตายก็มีความผิดอาญาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ หากมีพยานหลักฐานว่าผู้นั้นขับรถโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่แล้ว ก็ย่อมมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 291ได้เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ไม่ว่าคู่กรณีจะมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ ก็ไม่ใช่ประเด็นและไม่ใช่เหตุที่จะนำมาลบล้างความผิดที่เกิดจากการกระทำโดยประมาทของผู้นั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แม้ผู้ที่ถูกชนตายจะมีส่วนประมาทด้วยก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้กระทำผิดโดยประมาทไม่มีความผิดหรือไม่ต้องรับโทษทางอาญา หากแต่เป็นเพียงเหตุลดหย่อนความรับผิดทางแพ่งเท่านั้น ส่วนทางอาญานั้นอย่างมากก็เป็นเพียงเหตุให้ศาลลงโทษน้อยลงได้บ้างก็เท่านั้น แต่ไม่ใช่เหตุที่จะสั่งไม่ฟ้องผู้กระทำผิดในฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามกฎหมายอาญา มาตรา 291 ได้เลย !!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ความเร็วของรถก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่จะเป็นหลักฐานของความประมาทได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้รถที่ผู้กระทำผิดขับขี่ในขณะเกิดเหตุ คือ รถสปอร์ตเฟอรารี่ ซึ่งเป็นรถประเภทรถแข่งที่มีความเร็วและอัตราเร่งสูง การขับขี่รถประเภทนี้ไปในเมืองหรือทางสาธารณะตามวิสัยและพฤติการณ์แล้วผู้ขับขี่จะต้องใช้ความระมัดระวังยิ่งกว่าการขับรถยนต์ปกติทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อเป็นการขับขี่บนถนนสาธารณะในเวลากลางคืนที่มองอะไรไม่ค่อยถนัดแล้ว ผู้ขับขี่หรือผู้กระทำความผิดในคดีนี้ก็ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์สูงกว่าปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อดูจากคลิปวงจรปิดจะเห็นว่าผู้กระทำผิดขับรถมาด้วยความเร็วสูง เห็นได้จากเมื่อเทียบกับความเร็วของรถยนต์คันอื่นๆ ที่เป็นรถปกติทั่วไปที่แล่นผ่านพื้นที่เดียวกัน หลังเกิดเหตุรถของผู้กระทำผิดลากตัวตำรวจที่ถูกชนไปกว่า 200 เมตร ยิ่งแสดงให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุรถของผู้กระทำผิดต้องวิ่งมาด้วยความเร็วสูงมิฉะนั้นคงไม่สามารถลากตัวผู้ตายไปได้ไกลเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อดูจากสภาพความเสียหายของรถของผู้กระทำผิดกับสภาพที่มีน้ำมันไหลตลอดทาง แสดงว่ารถของผู้กระทำผิดได้รับความเสียหายอย่างมากซึ่งน่าจะเกิดจากการชนอย่างแรง ดังนั้น ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะขับรถมาด้วยความเร็วเท่าใดก็ตามแต่ต้องไม่ใช่ความเร็วปกติตามวิสัยและพฤติการณ์ของการขับรถในเมืองหรือในทางสาธารณะในเวลากลางคืนแน่นอน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการขาดการใช้ความระมัดระวังที่ผู้กระทำผิดอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ตามองค์ประกอบความผิดของกฎหมายอาญา มาตรา 291 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ยังไม่นับรวมถึงผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่พบสารเสพติดในร่างกายของผู้กระทำผิดด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อผู้กระทำผิดขับรถคันดังกล่าวไปชนตำรวจที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์อยู่ข้างหน้าหลังจากผ่านจุดที่บันทึกคลิปวงจรปิดได้ไม่นาน ก็ถือได้แล้วว่ามีมูลเพียงพอที่จะเชื่อได้ในเบื้องต้นว่าเป็นการขับรถที่ขาดความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว ส่วนผู้กระทำผิดจะแก้ตัวว่าอย่างไรหรือมีพยานหลักฐานหรือพยานบุคคลประการใดก็เป็นเรื่องที่ต้องนำไปพิสูจน์ไปว่ากันในชั้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่มีพยานที่เพิ่งระลึกชาติได้หลังเหตุการณ์ผ่านไป 8 ปีมาบอกว่าตนอยู่ในเหตุการณ์ และเห็นว่าผู้กระทำผิดขับรถไม่เร็วนั้น นอกจากจะเป็นพยานบอกเล่า เพราะนอกจากการแสดงตนหลังเหตุการณ์ผ่านไป 8 ปี ที่ไม่ใช่พฤติการณ์ปกติของพลเมืองดีแต่กลับมีพิรุธน่าสงสัยอีกหลายประการจึงต้องรับฟังพยานปากนี้ด้วยความเคร่งครัด รอบคอบ และระมัดระวัง อีกทั้งไม่มีหลักฐานอะไรที่ยืนยันได้แน่ชัดว่าพยานผู้นั้นอยู่ตรงจุดเกิดเหตุจริง ยังมีข้อสงสัยอีกมากมายเกี่ยวกับพยานผู้นี้ เช่น เหตุใดพยานผู้นี้จึงไปอยู่ ณ จุดเกิดเหตุตามวันและในเวลาเกิดเหตุซึ่งเป็นเวลาดึกมากแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งจะมาแสดงตัวทั้งๆ ที่เป็นเรื่องโด่งดัง และหากพยานผู้นี้ขับรถตามหลังมาจริงอย่างที่เป็นข่าวจะต้องปรากฎรถของพยานผู้นี้ในคลิปกล้องวงจรปิด แต่ไม่ปรากฎว่าผู้เกี่ยวข้องกับการสั่งไม่ฟ้องแสดงได้ว่ารถคันไหนคือรถของพยานผู้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำบอกเล่าของพยานผู้นี้จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ในทางกฎหมายและในทางสอบสวนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น การที่พยานผู้นี้จะมาช่วยบอกว่าผู้กระทำผิดขับรถไม่เร็วก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาพิสูจน์หรือลบล้างพยานหลักฐานอื่นที่แสดงให้เห็นถึงการขาด &amp;ldquo;ความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นแล้ว&amp;rdquo; เพื่อให้หลุดพ้นจากบทสันนิษฐานและองค์ประกอบความผิดของกฎหมายว่ากระทำโดยประมาทได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การที่ผู้มีอำนาจใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยเป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดโดยอ้างพยานผู้นี้ นอกจากจะไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานและเรื่องความรับผิดในการกระทำโดยประมาทแล้ว ยังเป็นการล้มล้างเสาแห่งความยุติธรรมที่ค้ำจุนชาติในความเชื่อของประชาชนอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย และยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ผู้กระทำผิดอื่นในอนาคตจะใช้เป็นข้ออ้างปฏิเสธความรับผิดตามกฎหมายโดยอ้างว่าแม้เกิดอุบัติเหตุมีคนบาดเจ็บหรือล้มตายแต่ไม่มีความผิดเพราะตน &amp;ldquo;ขับรถด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด&amp;rdquo; เช่นเดียวกับคดีนี้ เช่นนี้แล้วจะถูกต้องหรือไม่ และสังคมจะอยู่กันต่อไปได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการในคดีนี้ให้ความสำคัญกับเรื่อง &amp;ldquo;ความเร็ว&amp;rdquo; และเป็นจุดเน้นหลักของคดีนี้จริงๆแล้ว ความผิดในคดีนี้จะเปลี่ยนไปทันที ตามที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าการกระทำโดยประมาทคือการกระทำที่ไม่มีเจตนา หากมีเจตนาแล้วก็ไม่ใช่การกระทำโดยประมาทและไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 291&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจของการกระทำผิดอาญาจริงๆแล้ว คือ &amp;ldquo;เจตนา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำโดยเจตนาตามกฎหมายอาญามี 2 ประเภท คือ 1) เจตนาประสงค์ต่อผล และ 2) เจตนาย่อมเล็งเห็นผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจตนาประสงค์ต่อผล คือ การที่ผู้กระทำผิดมีความตั้งใจที่จะลงมือกระทำให้เกิดผลร้ายเช่นนั้น ส่วนเจตนาย่อมเล็งเห็นผล คือการที่ผู้กระทำผิดแม้ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้เกิดผลร้ายจากการกระทำของตนแต่เล็งเห็นหรือคาดการณ์ได้ว่าหากกระทำเช่นนั้นแล้วจะเกิดผลร้ายเช่นนั้นได้ และหากในที่สุดเกิดผลร้ายเช่นนั้นจากการกระทำของตนขึ้นมาจริงๆ แล้ว กฎหมายถือว่าผู้นั้นมีเจตนากระทำผิดไม่ใช่กระทำโดยประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างเช่น การที่เราเอาดินสอปลายแหลมแทงเพื่อนเบาๆ เพราะต้องการจะล้อเล่น แต่เผอิญเพื่อนเกิดบิดตัวอย่างแรงจึงทำให้มีแรงกระแทกมากเป็นเหตุให้เพื่อนบาดเจ็บ เช่นนี้ ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเพราะเราแทงเบาๆ แต่หากเราใช้ดินสอแทงเพื่อนอย่างแรงจนทะลุถึงเนื้อ เช่นนี้ไม่ใช่กระทำโดยประมาทแต่เป็นเจตนาทำร้ายร่างกายประเภทเจตนาย่อมเล็งเห็นผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะเราย่อมเล็งเห็นหรือคาดการณ์ได้ว่าดินสอที่มีปลายแหลมคมเมื่อบวกกับแรงกระแทกอย่างแรงที่เรากระทำลงไปย่อมสามารถทิ่มแทงทะลุผิวหนังเพื่อนจนอาจทำให้เพื่อนได้รับบาดเจ็บได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉันใดก็ฉันนั้น หากการขับขี่รถสปอร์ตเฟอรารี่ ที่เป็นรถประเภทรถแข่งที่มีความเร็วและอัตราเร่งสูงไปในเมืองหรือทางสาธารณะในเวลากลางคืนที่แสงสว่างต่างจากเวลากลางวันด้วยความเร็วสูงกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเกือบ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่อมถือได้ว่าผู้กระทำย่อมเล็งเห็นหรือคาดการณ์ได้ว่าอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและอาจมีคนได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้นถึงขั้นบาดเจ็บหรือล้มตายได้ แต่หากผู้นั้นยังกระทำการดังกล่าวลงไปคือขับรถต่อไปด้วยความเร็วสูงจนเกิดอุบัติเหตุชนตำรวจถึงแก่ความตาย เช่นนี้ ต้องถือว่าผู้นั้นมี &amp;ldquo;เจตนาย่อมเล็งเห็นผล&amp;ldquo; ทำให้กลายเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 288 โทษถึงประหารชีวิต มิใช่ความผิดฐานขับรถโดยประมาทตามกฎหมายอาญา มาตรา 291 ที่มีโทษเพียงจำคุกไม่เกินสิบปีครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองคิดกันดูนะครับว่าความเร็วกับความผิดในกรณีแบบนี้จะเข้าเงื่อนไขข้อไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 288 ก็ถือเป็นประเด็นใหม่ที่ยังไม่เคยฟ้องเลยนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คราวหน้าจะค่อยว่ากันในประเด็นอื่นต่อไปครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73088</URL_LINK>
                <HASHTAG>พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200605/image_big_5eda3b8b1feeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
